วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Record 5 Learning Experiences Management in Early Childhood Education



Monday 12 February  2018  8:30 AM - 11:30 AM


การเรียนรู้แบบ Story line เป็นการสอนวิธีหนึ่งที่ฝึกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตจริง ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ไตร่ตรอง การแก้ปัญหา ตลอดจนการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สิ่งดีสิ่งที่เป็นประโยชน์
 วิธีสอนแบบ
Story line เป็นวิธีที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง จะมีการผูกเรื่องแต่ละตอนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียงลำดับเหตุการณ์ หรือที่เรียกว่า กำหนดเส้นทางเดินเรื่อง โดยใช้
คำถามหลักเป็นตัวนำ สู่การให้ผู้เรียนทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย เพื่อสร้างความรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนตามสภาพจริง ที่มีการบูรณาการระหว่างวิชา เพื่อเป้าหมายพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนทั้งตัว
องค์ประกอบที่สำคัญของ Story Line
การสร้างเรื่องใน Story Line เป็นการดำเนินเรื่องที่ต่อเนื่อง ประดุจเส้นเชือก โดยมี คำถามหลักเป็นตัวดำเนินการ องค์ประกอบที่สำคัญในการสอนแบบ Story Line คือ
1. ตัวละคร หมายถึงบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่ผูกขึ้นมา
2. ฉาก หมายถึง การระบุลักษณะของสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏ ตามหัวเรื่อง
3. การดำเนินชีวิต หมายถึงการดำเนินชีวิตของตัวละคร ว่า ใครทำอะไรบ้าง
4. เหตุการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้น หมายถุงเหตุการณ์ที่ดำเนินชีวิตของละคร เช่น
เหตุการณ์อะไรที่เป็นปกติ เหตุการณ์อะไรที่ต้องแก้ไข เหตุการณ์อะไรที่ต้องดีใจ หรือแสดงความยินดี
ขั้นตอนการสอนแบบ
 Story Line
1.วิเคราะห์หลักสูตร โดยรวมของทุกสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดหัวข้อที่จะนำมาบูรณาการ
2.กำหนดเส้นทางเดินเรื่อง โดยเรียงลำดับหัวข้อแบ่งออกเป็นตอน ๆ ซึ่งต้องคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญทั้ง 4 ประการ ได้แก่ ฉาก ตัวละคร การดำเนินชีวิต และเหตุการณ์สำคัญ ในส่วนรายละเอียดนั้นเป็นหน้าที่ของผู้เรียนในการเติมเต็มเรื่องราวต่าง ๆ
3.กำหนดคำถามหลักเพื่อใช้ในการเปิดประเด็นนำเข้าสู่กิจกรรม และเชื่อมโยงเรื่องราวและกิจกรรมในแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน วางรูปแบบกิจกรรมย่อย ๆ โดยเน้นการจัดกิจกรรมที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมคิดปฏิบัติ เพื่อหาคำตอบสำหรับคำถามหลักนั้น ๆ กิจกรรมควรมีความหลากหลายและน่าสนใจเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผู้เรียน และควรเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนจะมีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
4.จัดเตรียมสื่อการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับลักษณะของกิจกรรมและลักษณะการจัดชั้นเรียน
5.กำหนดแนวทางการประเมินผล ควรเน้นการประเมินตามสภาพจริงให้มากที่สุด


การเรียนรู้แบบ Story line





การเรียนรู้แบบวอลดอร์ฟ




  การเรียนรู้แบบภาษาธรรมชาติ





ผลการประเมิน

การประเมินตนเอง
เข้าเรียนตรงเวลาและตั้งใจเรียนโดยให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม

การประเมินเพื่อน
เพื่อนเข้าเรียนตรงเวลาและมีการเตรียมตัวในการนำเสนองานอย่างดี

การประเมินอาจารย์
อาจารย์เข้าสอนตรงเวลาและคอยให้คำแนะนำที่ดีแก่นักศึกษา มีการยกตัวอย่างประกอบการสอนทำให้สามารถเข้าใจเนื้อหาที่เรียนได้มากขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Record 4 Learning Experiences Management in Early Childhood Education


Monday 5 February  2018  8:30 AM - 11:30 AM



รูปแบบการสอนแบบมอนเตสเซอรี่
   หลักสูตรการสอนแบบมอนเตสเซอรี่ ดร.มาเรีย มอนเตสเซอรี่ ผู้ริเริ่มคิดและจัดตั้งวิธีการสอนแบบมอนเตสเซอรี่ จากความเชื่อในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กในระยะเริ่มต้นว่า จุดมุ่งหมายในการให้การศึกษาในระยะแรกนั้น ไม่ใช่การเอาความรู้ไปบอกให้เด็ก แต่ควรเป็นการปลูกฝังให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก การที่จะช่วยให้เด็กได้เจริญเติบโตไปตามขั้นตอนของความสามารถนั้น ควรจะต้องพัฒนาการสอนให้สัมพันธ์กับพัฒนาการความต้องการของเด็ก ที่ต้องการจะเป็นอิสระในขอบเขตที่กำหนดไว้ให้ ตลอดจนการจัดสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ และพิถีพิถัน การสอนแบบมอนเตสเซอรี่ ได้มาจากการที่มอนเตสเซอรี่ได้สังเกตเด็กในสภาพที่เป็นจริงของเด็ก ไม่ใช่สภาพที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น










1.การเรียนแบบมอนเตสเซอรี่เด็กสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
มอนเตสเซอรี่เชื่อว่า การที่เด็กได้เรียนรู้ตามความต้องการด้วยตนเอง และการซึมซาบการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม จะทำให้เด็กได้ในสิ่งที่ต้องการจากการเรียนรู้ เด็กจะได้รับเสรีภาพในขอบเขตที่จำกัด จากสิ่งแวดล้อมที่ได้ตระเตรียมเอาไว้ให้ และจะทำให้เด็กได้รับผลสำเร็จตามความต้องการของเขา
เด็กสามารถเรียนได้ด้วยตนเองจากการที่เด็กมีอิสระในสิ่งแวดล้อมที่จัดเตรียมไว้อย่างสมบรูณ์
2.การเรียนแบบมอนเตสเซอรี่เป็นการเรียนรวมโดยไม่จำกัดอายุของเด็กคือ เด็ก4 ขวบ เรียนพร้อมกับเด็ก6ขวบ เรียนรู้ไปด้วยกัน

3.สื่อและอุปกรณ์เป็นหัวใจสำคัญของการสอนแบบมอนเตสเซอรี่
อุปกรณ์การเรียนได้วางรูปแบบเอาไว้ให้เด็กได้ทำงานต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอน งานจะกระตุ้นทำให้เด็กทำงานต่อไป การเขียนก็เป็นจุดรวมของทั้งการเห็น การได้ยินและการสัมผัส การแสดงออกทางการเขียนจะผ่านขั้นตอนต่างๆ จากการสัมผัสรูปทรงเลขาคณิตสัมผัสรูปพยัญชนะ สระ จากบัตรตัวอักษรกระดาษทราย  ในการทำงาน ครูจะต้องคอยสังเกตว่าเด็กพร้อมที่จะเรียนอุปกรณ์ในขั้นต่อไปหรือยังตามลำดับยากง่าย หรือตามที่นักเรียนร้องขอ การแสดงอุปกรณ์มี 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ขั้นที่ 1  เชื่อมโยงการรับรู้ทางประสาทสัมผัสกับชื่อ …. " นี่คือ แขนงไม้ "
ขั้นที่ 2  รู้จักชื่อของสิ่งของ … " หยิบแขนงไม้มาให้ครูซิ "
ขั้นที่ 3  จำชื่อได้สอดคล้องกับอุปกรณ์ … " นี่คือ อะไร "




รูปแบบการสอนแบบไฮสโคป


























การประเมิน
การประเมินตนเอง

การประเมินเพื่อน


การประเมินอาจารย์

Record 3 Learning Experiences Management in Early Childhood Education



Monday 29 January 2018, 8:30 AM - 11:30 AM


ทบทวนพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ทั้งหมด12มาตรฐาน
1.พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย 2 มาตรฐาน
มาตรฐานที่ 1ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี
มาตรฐานที่ 2กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน
2.พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 3 มาตรฐานคือ
มาตรฐานที่ 3มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจที่ดีงาม
3.พัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย 3 มาตรฐานคือ
มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานที่ 8อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมใน
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
4.พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย 4 มาตรฐานคือ
มาตรฐานที่ 9ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
มาตรฐานที่ 10มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้
มาตรฐานที่ 11มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์
1.ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรมของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไขว่คว้าการเคลื่อนไหว การมอง
การดู ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติปัญญาด้วยการกระทำ
2.ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7ปี 3.ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11 ปีพัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิด
ของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการแบ่งสิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ เด็กวัยนี้สามารถที่จะเข้าใจเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาสิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมได้ 4.ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม นี้จะเริ่มจากอายุ 11-15 ปี ในขั้นนี้พัฒนาการทางสติปัญญาและ
ความคิดของเด็กวัยนี้เป็นขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดแบบผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กจะสิ้นสุดลง กระบวนการทางสติปัญญามีลักษณะดังนี้
1.      การซึมซับหรือการดูดซึม เป็นกระบวนการทางสมองในการรับประสบการณ์ เรื่องราว และข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาสะสมเก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
2.      การปรับและจัดระบบคือ กระบวนการทางสมองในการปรับประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่ให้เข้ากันเป็นระบบหรือ
เครือข่ายทางปัญญาที่ตนสามารถเข้าใจได้เกิดเป็นโครงสร้างทางปัญญาใหม่ขึ้น
3.      การเกิดความสมดุล เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากขั้นของการปรับหากการปรับเป็นไปอย่างผสมผสานกลมกลืนก็จะก่อ
ให้เกิดสภาพที่มีความสมดุลขึ้นหากบุคคลไม่สามารถปรับประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เดิม
ให้เข้ากันได้ก็จะเกิดภาวะความไม่สมดุลขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญาขึ้นในตัวบุคคล


อาจารย์ให้แบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่มละ 5 คน แล้วช่วยการเขียนแผนการสอนในหน่วยต่างๆ








































การประเมิน

การประเมินตนเอง
 จาการเรียนในวันนี้ทำให้สามารถเข้าใจทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์ 
มากขึ้น
การประเมินเพื่อน
 เพื่อนๆตั้งใจเรียนและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป้นอย่างดี
การประเมินอาจารย์
 อาจารย์เข้าสอนตรงเวลาและให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนในวันนี้ได้อย่างละเอียด
พร้อมกับมีการยกตัวอย่างประกอบทำให้เข้าใจและเห็นภาพเกี่ยวกับการนำทฤษฎีไป
ปรับใช้ในการจัดประสบการณ์ให้เด็กได้อย่างเหมาะสม
















วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

บันทึกการเรียนครั้งที่ 2 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางการศึกษาปฐมวัย



วัน จันทร์  ที่ 22 เดือน มกราคม  ปี  2561  เวลาเรียน  8:30 - 11:30น.

  




เนื้อหาที่เรียน
      การเรียนการสอนในวันนี้เป็นการเรียนการสอนแบบการอภิปรายโดยให้แต่ละกลุ่มที่ได้รับผิดชอบงาน นำเสนอรายละเอียดที่ตนได้ไปศึกษามาและทุกคนในห้องเรียนช่วยกันวิเคราะห์ถึงประเด็นต่างๆโดยอาจารย์คอยให้คำแนะนำเป็นลำดับขั้นตอน มีประเด็นการนำเสนอดังนี้
1.พัฒนาการและคุณลักษณะตามวัยของเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยปี2560
        พัฒนาการ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงด้านวุฒิภาวะ (maturity) ของอวัยวะระบบต่างๆและตัวบุคคล ทำให้เพิ่ม ความสามารถของบุคคลให้ทำหน้าที่ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำสิ่งที่ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้นได้ ตลอดจนการเพิ่ม ทักษะใหม่และความสามารถในการปรับตัวในภาวะใหม่ของบุคคลนั้น
พัฒนาการของเด็ก จะแบ่งออกเป็น 4 ด้านดังนี้
1. พัฒนาการด้านร่างกาย
2. พัฒนาการด้านสติปัญญา
3. พัฒนาการด้านอารมณ์
4. พัฒนาการด้านสังคม
ตามที่หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยปี2560 ได้มีการแบ่งโครงสร้างหลักสูตรออกเป็น2 ช่วงอายุ คือหลักสูตรสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า3ปี จัดขึ้นสำหรับพ่อแม่ผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กประกอบด้วย 2ช่วงอายุ คือ ช่วงอายุแรกเกิด-2ปี เป็นแนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวัน และช่วงอายุ 2-3ปี เป็นแนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ให้เด็กมีร่างกายเจริญเติบโตตามวัยแข็งแรงและมีสุขภาพดี สุขภาพจิตดี มีความสุข มีทักษะการใช้ภาษาสื่อสาร สนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ และหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3-6ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ตามวัยและความสามารถของเด็กแต่ละคน
     "หลักสูตรนี้จะเป็นหลักสูตรแกนกลาง ที่มีความยืดหยุ่น สถานศึกษา หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ทุกสังกัดสามารถนำไปปรับปรุงให้เหมาะกับเด็กและสภาพท้องถิ่นได้ โดยมีจุดเน้นสำคัญคือ การเรียนรู้แบบactive learning ของเด็กโดยการลงมือกระทำ มีการบูรณาการผ่านการเล่น มีเป้าหมายคือ เป็นคนดี มีวินัย มีปัญญา มีความสุข"
ข้อแตกต่างหลักสูตรเก่า 2546 และหลักสูตรใหม่ 2560
จุดเด่น
-          เพิ่มเติมวิสัยทัศน์ ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
-           เพิ่มเติมตัวบ่งชี้และสภาพที่พึงประสงค์รายอายุ"เพื่อให้มีเนื้อหาที่ชัดเจน สถานศึกษาสามารถนำไปออกแบบ และจัดหลักสูตรสถานศึกษาของตนเอง ครูสามารถนำไปวางแผนการพัฒนาผู้เรียนรายอายุได้ง่ายขึ้น
-          ด้านร่างกาย โดยเพิ่มการพัฒนาการตระหนักรู้ เกี่ยวกับร่างกายตนเอง (self-awareness) คือการเคลื่อนไหวโดยควบคุมตนเองไปในทิศทางระดับและพื้นที่,
-          ด้านอารมณ์จิตใจ เพิ่มอัตลักษณ์เฉพาะตน และเชื่อว่าตนเองมีความสามารถและการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น,
-          ด้านสังคม เพิ่มการปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่น และความเป็นไทย การมีวินัย การยอมรับในความเหมือนและแตกต่าง ระหว่างบุคคล
-          ด้านสติปัญญา เพิ่มการพัฒนาความสามารถในการคิดรวบยอด การคิดเชิงเหตุผล การคิดแก้ปัญหา และตัดสินใจการใช้ภาษาในการเรียนรู้
2.ความสนใจและความต้องการของเด็กปฐมวัย
ธรรมชาติของเด็กปฐมวัยมีความต้องการตามวัย อยากเรียนรู้สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเอง โดยการได้ทดลอง จับสัมผัสอยู่เสมอ ดังนั้นครูจะต้องคำนึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละคนโดยมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็ก
3.การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
  

4.รูปแบบการเรียนรู้นวัตกรรมการสอนแบบโครงการ 
















ผลการประเมิน
การประเมินตนเอง
เข้าเรียนตรงเวลาและตั้งใจฟังในสิ่งที่เพื่อนๆนำเสนอ ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆในชั้นเรียน
การประเมินเพื่อน
เพื่อนๆเข้าเรียนตรงเวลาและมีการเตรียมตัวพร้อมสำหรับการนำเสนอเนื้อหาต่างๆที่รับผิดชอบ

การประเมินอาจารย์
 วันนี้อาจารย์เข้าสอนตรงเวลาและคอยให้คำอธิบายรายละเอียดต่างๆที่เรียนให้กับนักศึกษาทำให้นักศึกษาได้ใช้ทักษะการคิดต่างๆเช่นการคิดแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

บันทึกการเรียนครั้งที่ 1 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางการศึกษาปฐมวัย


วัน จันทร์  ที่ 15 เดือน มกราคม  ปี  2561  เวลาเรียน  8:30 - 11:30น.

  

เนื้อหาที่เรียน

1.จุดมุ่งหมายของรายวิชา
  - ทักษะด้านคุณธรรมจริยธรรม
  - ทักษะด้านความรู้
  - ทักษะทางปัญญา
  - ทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ
  - ทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข
  - ทักษะการจัดการเรียนรู้
2.วัตถุประสงค์ในการพัฒนาปรับปรุงรายวิชา






3.รูปแบบการจัดการเรียนรู้ของแต่ละโรงเรียนที่นักศึกษาได้ไปสังเกตการสอน
   - การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ หมายถึง กระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนตามความสนใจ ความสามารถ และความต้องการ โดยการเชื่อมโยงสาระการเรียนรู้ในศาสตร์สาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงพฤติกรรมของผู้เรียน ทั้งทางด้านสติปัญญา(Cognitive) ทักษะ (Skill) และจิตใจ (Affective) สามารถนำความรู้และทักษะที่ได้ไปแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน

 - การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach) คือ การที่เด็กได้เรียนรู้การใช้ภาษาทั้งด้านการฟัง พูด อ่าน เขียนไปตามธรรมชาติ อย่างมีความหมาย สอดคล้องเหมาะสมกับวัย โดยไม่แยกว่าต้องอ่านก่อน หรือเขียนก่อน แต่จะเน้นให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเอง เช่น อ่านนิทาน เล่าเรื่องราว ฟังนิทานที่ครูหรือเพื่อนเล่า เขียนคำที่ตนสนใจจากเรื่องที่ได้อ่านหรือได้ฟัง

ทักษะ EF คือ กระบวนการทางความคิดในส่วน "สมองส่วนหน้า" ที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก การกระทำ เป็นความสามารถของสมองที่ใช้บริหารจัดการชีวิตในเรื่องต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้สามารถตั้งเป้าหมายในชีวิต รู้จักการวางแผน มีความมุ่งมั่น จดจำสิ่งต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ สามารถยั้งคิด ไตร่ตรอง ควบคุมอารมณ์ได้ ยืดหยุ่นความคิดเป็น สามารถจัดลำดับความสำคัญในชีวิต รวมทั้งรู้จักริเริ่มและลงมือทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ทุกคนต้องใช้และมีผลต่อความสำเร็จในชีวิต ทั้งการงาน การเรียน และการใช้ชีวิต
กลุ่มทักษะ EF ที่สำคัญมีทั้งหมด 9 ด้าน
1.ทักษะความจำที่นำมาใช้งาน (Working Memory) คือทักษะจำหรือเก็บข้อมูลจากประสบการณ์ที่ผ่านมา และดึงมาใช้ประโยชน์ตามสถานการณ์ที่พบเจอ เด็กที่มีเวิร์กกิ้ง เมมโมรีดี ไอคิวก็จะดีด้วย
2.ทักษะการยับยั้งชั่งใจ-คิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) คือความสามารถในการควบคุมความต้องการของตนเองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เด็กที่ขาดความยับยั้งชั่งใจจะเหมือน "รถที่ขาดเบรก" อาจทำสิ่งใดโดยไม่คิด มีปฏิกิริยาในทางที่ก่อให้เกิดปัญหาได้
3.ทักษะการยืดหยุ่นความคิด (Shift Cognitive Flexibility) คือความสามารถในการยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ไม่ยึดตายตัว
4.ทักษะการใส่ใจจดจ่อ (Focus) คือความสามารถในการใส่ใจจดจ่อ มุ่งความสนใจอยู่กับสิ่งที่ทำอย่าง ต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่ง
5.การควบคุมอารมณ์ (Emotion Control) คือ ความสามารถในการควบคุมแสดงออกทางอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เด็กที่ควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่ได้ มักเป็นคนโกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว และอาจมีอาการซึมเศร้า
6.การประเมินตัวเอง (Self-Monitoring) คือการสะท้อนการกระทำของตนเอง รู้จักตนเอง รวมถึงการประเมินการงานเพื่อหาข้อบกพร่อง
7.การริเริ่มและลงมือทำ (Initiating) คือ ความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำตามที่คิด ไม่กลัวความล้มเหลว ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง
8.การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการ (Planning and Organizing) คือทักษะการทำงาน ตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย การวางแผน การมองเห็นภาพรวม ซึ่งเด็กที่ขาดทักษะนี้จะวางแผนไม่เป็น ทำให้งานมีปัญหา
9.การมุ่งเป้าหมาย (Goal-Directed Persistence) คือ ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย เมื่อตั้งใจและลงมือทำสิ่งใดแล้ว ก็มีความมุ่งมั่นอดทน ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ ก็พร้อมฝ่าฟันให้สำเร็จ



เพลงเด็ก





การประเมิน
การประเมินตนเอง

เข้าเรียนตรงเวลาและตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์สอน
การประเมินเพื่อน
เพื่อนๆเข้าเรียนตรงเวลาและมีความกระตืนรือร้นในการเรียน 
การประเมินอาจารย์

อาจารย์เข้าสอนตรงเวลาและอธิบายรายละเอียดรายวิชาได้อย่างครบถ้วน


Record 16 Learning Experiences Management in Early Childhood Education

Monday 23    April  2018  8:30 AM - 11:30 AM เรียนชดเชยในวันที่ 1พฤษภาคม 2561 แทนวันที่ 23 เมษายน 2560 อาจารย์สรุปเนื้อหาที่เรียนมา...